ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
กันยายน 30, 2014, 12:54:55 PM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ข่าว: สพท.พิษณุโลก เขต 3 ดำเนินการปรับปรุงระบบให้กลับมาบริการทุกท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิมแล้ว สมาชิกสามารถเข้าใช้งานได้ปกติ สำหรับผู้สมัครสมาชิกใหม่ จะต้องตอบคำถามเพิ่มเติมท้ายข้อมูลการลงทะเบียน /ผู้ดูแลบอร์ด 05-10-2553

  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2
1  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการครูบรพิษ วงษ์มั่น เมื่อ: กันยายน 26, 2014, 10:48:50 AM
ชื่อเรื่อง   การพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยกีฬาหมากรุกไทย
ผู้ศึกษา      นายบรพิษ  วงษ์มั่น
สถานที่ศึกษา   โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล  1)   
เทศบาลเมืองนางรอง   อำเภอนางรอง   จังหวัดบุรีรัมย์ 
ปีการศึกษา   2556
บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยกีฬาหมากรุกไทย  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยกีฬาหมากรุกไทย  3) เพื่อศึกษาการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยกีฬาหมากรุกไทยก่อนเรียนและหลังเรียน  และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเอง   กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ศึกษา ได้แก่  นักเรียนชุมนุมกีฬาหมากรุกไทยชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1) เทศบาลเมืองนางรอง  อำเภอนางรอง  จังหวัดบุรีรัมย์  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2556  จำนวน 35 คน ได้มาแบบเจาะจง (Purposive  Sampling) เครื่องมือที่ใช้ศึกษา ประกอบด้วย  ชุดกิจกรรม   แผนการจัดการเรียนรู้ 
แบบประเมินการยอมรับนับถือตนเอง และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน   สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน   
ผลการศึกษา พบว่า 
1.   ชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
ด้วยกีฬาหมากรุกไทย  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.40 / 90.83  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  80 / 80
2.   ชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
ด้วยกีฬาหมากรุกไทย  มีค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ  0.824
   3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมีคะแนนการยอมรับนับถือตนเองหลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียน  ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  27.09 และเท่ากับ  23.00  ตามลำดับ
   4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้าง
การยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยกีฬาหมากรุกไทย  อยู่ในระดับ
มากที่สุด   
2  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ครูขันเงิน วงษ์มั่น เมื่อ: กันยายน 15, 2014, 10:35:35 AM
ชื่อเรื่อง       การพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยกีฬาหมากฮอส 
ชื่อผู้ศึกษา    นางขันเงิน  วงษ์มั่น
สถานศึกษา   โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1) 
เทศบาลเมืองนางรอง  อำเภอนางรอง  จังหวัดบุรีรัมย์
ปีการศึกษา    2556
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยกีฬาหมากฮอส  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความฉลาดทางอารมณ์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยกีฬาหมากฮอส  3) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วย
ชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ เรื่อง กีฬาหมากฮอส และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ เรื่อง กีฬาหมากฮอส   กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ศึกษา  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1) เทศบาลเมืองนางรอง  อำเภอนางรอง  จังหวัดบุรีรัมย์  จำนวน 30 คน  ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ศึกษา  ประกอบด้วย  ชุดกิจกรรม  จำนวน 10  ชุด   แผนการจัดการเรียนรู้  จำนวน 12 แผน  แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน  จำนวน 10 ข้อ  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน - หลังเรียน จำนวน 30 ข้อ และแบบวัดความฉลาดทางอารมณ์  จำนวน  9  ข้อ   สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t - test (Independent  Sample) 






ผลการศึกษา  พบว่า
1. ชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
ด้วยกีฬาหมากฮอส  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  82.73/84.27  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ด้วยกีฬาหมากฮอส  มีค่าเฉลี่ยความฉลาดทางอารมณ์ก่อนเรียนและหลังเรียนเท่ากับ 5.77 และ 8.43  ตามลำดับ  ซึ่งค่าเฉลี่ยหลังเรียนเพิ่มสูงขึ้น 
3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยกีฬาหมากฮอส  มีความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในเกณฑ์ปกติ ดังนี้ 
- ด้านดี  นักเรียนสามารถควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง  รู้จักเห็นใจ
ผู้อื่น และมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
- ด้านเก่ง  นักเรียนสามารถรู้จักตนเอง มีแรงจูงใจ สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาและ
แสดงออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
- ด้านสุข  นักเรียนสามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุข
4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้าง
ความฉลาดทางอารมณ์  อยู่ในระดับมากที่สุด

3  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ศน.ธนวรรณ ปัญญาอินทร์ เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2014, 04:27:07 PM
ชื่อเรื่อง          รายงานผลการใช้เอกสารการนิเทศทางไกลของโรงเรียนในสังกัด
เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์ 
ผู้ศึกษา         ธนวรรณ  ปัญญาอินทร์
หน่วยงาน      กองการศึกษา  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์ 
ปีที่พิมพ์       2556

บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย  1) เพื่อศึกษาผลการใช้เอกสารการนิเทศทางไกลพัฒนาความรู้ ความเข้าใจและความสามารถของผู้บริหารสถานศึกษา เกี่ยวกับการนิเทศภายในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้  การวัดและประเมินผลจากสภาพจริง และการวิจัย
ในชั้นเรียน  2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของคณะกรรมการนิเทศภายในโรงเรียน และครูผู้สอนเกี่ยวกับความพึงพอใจ และระดับการปฏิบัติ หลังการใช้เอกสารนิเทศทางไกล ด้านการนำมาใช้
เป็นสื่อในการนิเทศภายในโรงเรียน ด้านการบริหารโรงเรียน ด้านผลกระทบต่อครู และด้านผลกระทบต่อนักเรียน  3) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของคณะกรรมการนิเทศภายในโรงเรียน และครูผู้สอนเกี่ยวกับความพึงพอใจ และระดับการปฏิบัติ หลังการใช้เอกสารนิเทศทางไกล ในด้านการนำมาใช้เป็นสื่อในการนิเทศภายในโรงเรียน ด้านการบริหารโรงเรียน ด้านผลกระทบต่อครู และด้านผลกระทบต่อนักเรียน และ4) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอน หลังการใช้เอกสารนิเทศทางไกล มาเป็นสื่อในการนิเทศภายในโรงเรียน   
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 11  คน  2) คณะกรรมการนิเทศ
ภายในโรงเรียน จำนวน 45 คน ครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษา จำนวน 53 คน   และครูผู้สอนระดับชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 53 คน  โดยใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา   เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบทดสอบชนิด 4 ตัวเลือก  แบบสอบถาม และแบบสังเกตพฤติกรรมแบบมาตราส่วนประมาณค่า  สถิติที่ใช้ ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test 





ผลการศึกษา  พบว่า
   1. ผลการทดสอบก่อนและหลังการศึกษาเอกสารนิเทศทางไกลของผู้บริหารสถานศึกษา
พบว่า  คะแนนการสอบของผู้บริหารสถานศึกษาหลังการศึกษาเอกสารสูงกว่าคะแนนการสอบ
ก่อนการศึกษาเอกสาร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   2. ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของคณะกรรมการนิเทศภายในโรงเรียนและครูผู้สอนเกี่ยวกับความพึงพอใจ และระดับการปฏิบัติ ในด้านการนำมาใช้เป็นสื่อในการนิเทศภายในโรงเรียน ด้านการบริหารโรงเรียน ด้านผลกระทบต่อครู และด้านผลกระทบต่อนักเรียน
หลังการใช้เอกสารนิเทศทางไกล  โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 
   3. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของคณะกรรมการนิเทศภายในโรงเรียนและครูผู้สอน เกี่ยวกับความพึงพอใจ และระดับการปฏิบัติหลังการใช้เอกสารนิเทศทางไกลทั้งรายด้าน และโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
   4. พฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอน หลังการใช้เอกสาร
นิเทศทางไกล มาเป็นสื่อในการนิเทศภายในโรงเรียน  โดยรวมอยู่ในระดับมาก


 
4  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ครูไพบูลย์ เต็งบุษราคัม เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2013, 02:04:01 PM
ชื่อเรื่อง       รายงานการพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เวลา   สำหรับนักเรียน
            ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

ผู้ศึกษาค้นคว้า   นายไพบูลย์   เต็งบุษราคัม
      โรงเรียนเทศบาล 1 “ บุรีราษฎร์ดรุณวิทยา ”   เทศบาลเมืองบุรีรัมย์   จังหวัดบุรีรัมย์
       กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น   กระทรวงมหาดไทย   
ปีการศึกษา       2555

บทคัดย่อ

   การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้   มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ 
เรื่อง เวลา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและ
หลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เวลา  และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เวลา  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาค้นคว้า  คือ  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2555  โรงเรียนเทศบาล 1
“ บุรีราษฎร์ดรุณวิทยา ”   เทศบาลเมืองบุรีรัมย์   จังหวัดบุรีรัมย์   จำนวน  30  คน  ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม  (Cluster  Random  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ประกอบด้วย ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา  จำนวน  12  ชุด    แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน
ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล  คือ  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย( )  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  และการทดสอบค่าที (t - test  dependent  samples)
   ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า
       1.   ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เวลา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.19/87.33  สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
      2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เวลา  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เวลา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 
5  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ครูสมพิศ รัตนพล โรงเรียนบ้านท่าม่วง อำเภอสตึก สพป.บร.4 เมื่อ: กันยายน 10, 2012, 08:14:02 PM
ชื่อเรื่อง               รายงานผลการพัฒนาทักษะการคิด การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  โดยใช้ชุดกิจกรรม 
ผู้ศึกษาค้นคว้า     นางสาวสมพิศ   รัตนพล
สถานศึกษา     โรงเรียนบ้านท่าม่วง   อำเภอสตึก
                             สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4
ปีที่พิมพ์               2554

บทคัดย่อ
            ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์  1) เพื่อศึกษาผลของทักษะการคิด
การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยชุดกิจกรรม  2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิด การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2
ที่ได้รับการจัดประสบการณ์ก่อนและหลังทดลอง 
            กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  ได้แก่  เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  โรงเรียนบ้านท่าม่วง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4  ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2554  จำนวน 
15  คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ( Purposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า
ประกอบด้วย  แผนการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรม และแบบประเมินทักษะการคิด
การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบของเด็กชั้นอนุบาล 2  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
คือ  ค่าร้อยละ (%)  ค่าเฉลี่ย ( )  ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  และ t - test แบบ Dependent 

ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า 
1. เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรม  มีค่าเฉลี่ยคะแนนประเมินทักษะการคิด การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบ  หลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง  แสดงให้เห็นว่า  เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรม  มีทักษะการคิด การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบสูงขึ้น 
   2. เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรม  มีทักษะการคิด การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบ หลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
6  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ครูภัทรวดี มณีดำ โรงเรียนเทศบาล 3 เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เมื่อ: กันยายน 10, 2012, 08:09:22 PM
ชื่อเรื่อง        รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการ
   ทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  เรื่อง  การดำรงชีวิตของพืช 
   สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ผู้ศึกษา         นางภัทรวดี  มณีดำ
สถานศึกษา     โรงเรียนเทศบาล 3  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์
ปีที่ศึกษา      2554

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน
โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  โรงเรียนเทศบาล 3 สังกัดกองการศึกษา  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา  2554 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 8 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่า P ตั้งแต่ 0.49 - 0.82 ค่า r ตั้งแต่ 0.41 - 0.62 ขึ้นไป และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.96 4) แบบประเมินความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ   สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่า t - test




ผลการศึกษา  พบว่า
1. ผลการพัฒนาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มีค่าประสิทธิภาพรวมเฉลี่ยเท่ากับ 90.46/86.78 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช  สำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจโดยเฉลี่ยเท่ากับ 4.60  อยู่ในระดับมากที่สุด
7  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / ผลการประเมินโครงการความเป็นเลิศทางวิชาการโรงเรียนเทศบาล 2 "อิสาณธีรวิทยาคาร" เมื่อ: กันยายน 03, 2012, 07:37:31 PM
 
บทสรุปสำ
หรับผู้บริหาร [/font]

   การประเมินโครงการครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานตามโครงการ
ความเป็นเลิศทางวิชาการโรงเรียนเทศบาล 2 “อิสารธีรวิทยาคาร”  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์  ในปีการศึกษา 2553 โดยใช้รูปแบบซิปป์ (CIPP Model)  ประชากร ได้แก่  ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่รับผิดชอบโครงการ จำนวน 58 คน   เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบประเมิน แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 6 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 แบบประเมินสภาพแวดล้อม  ฉบับที่ 2  แบบประเมินด้านปัจจัย  ฉบับที่ 3  แบบประเมินด้านกระบวนการ  ฉบับที่ 4  แบบประเมินด้านผลผลิตเกี่ยวกับประสิทธิภาพ  ฉบับที่ 5 แบบประเมินด้านผลผลิตเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียน  และฉบับที่ 6 แบบประเมินด้านผลผลิตเกี่ยวกับคุณภาพของนักเรียน  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)และค่า t - test  แบบ  Dependent

ผลการประเมิน  สรุปได้ดังนี้
   1. ด้านบริบทหรือสภาวะแวดล้อม (Context) ผลการประเมินโครงการความเป็นเลิศทางวิชาการด้านบริบทหรือสภาวะแวดล้อม  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.50 และ
ผลการประเมินอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน  มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.62     
   2. ด้านปัจจัยพื้นฐาน (Input) ผลการประเมินโครงการความเป็นเลิศทางวิชาการด้านปัจจัย
พื้นฐาน  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.36  และผลการประเมินอยู่ในระดับ
ใกล้เคียงกัน มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.63 
   3. ด้านกระบวนการ (Process) ผลการประเมินโครงการความเป็นเลิศทางวิชาการ
ด้านกระบวนการ  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.62 และผลการประเมิน
อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน  มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.53 
   4. ด้านผลผลิต (Product) ผลการประเมินโครงการความเป็นเลิศทางวิชาการด้านผลผลิต เกี่ยวกับประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ก่อนและหลังดำเนินการ โดยรวมอยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.41  มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.11   
8  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_นายวิสิษฐ เรืองประโคน เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 09:23:38 PM
ชื่อเรื่อง       การพัฒนาการดำเนินงานวิชาการด้านการนิเทศและพัฒนาการเรียนการสอน
โรงเรียนเทศบาล 2 “อิสาณธีรวิทยาคาร”  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์
ผู้วิจัย       นายวิสิษฐ   เรืองประโคน
ปีที่วิจัย      ปีการศึกษา 2554

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการดำเนินงานวิชาการด้านการนิเทศและพัฒนา
การเรียนการสอนโรงเรียนเทศบาล 2 “อิสาณธีรวิทยาคาร”  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์
ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research Principle) ใช้กลยุทธ์ การประชุมปฏิบัติการ การฝึกอบรม และการดำเนินงานนิเทศภายใน ได้ดำเนินการโดยใช้กิจกรรม 3 กิจกรรม คือ 1) การประชุมปฏิบัติการ 2) การฝึกอบรม 3) การดำเนินงานนิเทศภายใน  กลุ่มผู้วิจัยได้แก่ ผู้วิจัย ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครูผู้ปฎิบัติหน้าที่ผู้นิเทศ และ ครูผู้รับการนิเทศ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบบันทึกการประชุม 2) แบบสัมภาษณ์ 3) แบบสังเกต 4) แบบประเมินผล มีการตรวจสอบข้อมูลโดยใช้เทคนิคการตรวจสอบแบบสามเส้า(Triangulation Technique) และเสนอผลการวิจัยโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์

ผลการวิจัย  พบว่า
   การวิจัยในวงรอบที่ 1 โดยใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการ  กิจกรรมฝึกอบรม  และกิจกรรม
การนิเทศภายใน  มีการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาการดำเนินงานวิชาการด้านการนิเทศและพัฒนา
การเรียนการสอนโรงเรียนเทศบาล 2 “อิสาณธีรวิทยาคาร”  จำนวน 3 กิจกรรม พบว่า คณะครูมี
ความพึงพอใจและได้รับความรู้เพิ่มมากขึ้น ทราบสภาพปัจจุบันของการดำเนินงานวิชาการด้านการนิเทศและพัฒนาการเรียนการสอน  พบจุดแข็ง จุดอ่อน และความต้องการของผู้ดำเนินการนิเทศและพัฒนาการเรียนการสอน  รวมทั้งได้ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติใหม่ ๆ ไปดำเนินการพัฒนาการนิเทศและพัฒนาการเรียนการสอนในวงรอบที่ 2 ขึ้น การพัฒนาวงรอบที่ 2 ผู้ร่วมวิจัยได้จัดกิจกรรมศึกษาดูงาน
และกิจกรรมศึกษาเอกสาร เป็นการกระตุ้นให้ครูมีการตื่นตัวในการแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง
อยู่เสมอเพื่อก้าวทันยุคสังคมแห่งการเรียนรู้ และนำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของตน
   โดยสรุป การพัฒนาการดำเนินงานวิชาการด้านการนิเทศและพัฒนาการเรียนการสอนโรงเรียนเทศบาล 2 “อิสาณธีรวิทยาคาร”  โดยใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการ การฝึกอบรม การนิเทศภายใน การศึกษาดูงาน และการศึกษาเอกสาร เมื่อครบ 2 วงรอบแล้ว ทำให้ครูผู้สอนปรับปรุงวิธีการจัดการเรียนการสอน  เห็นได้จากการที่ครูสามารถวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการจัดทำแผนการสอนสอดคล้องตามความต้องการของผู้เรียนและท้องถิ่น  การลดบทบาทของครู  การจัดกิจกรรมเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและเป็นไปตามกระบวนการนิเทศภายใน ส่งผลให้นักเรียนได้เรียนรู้เต็มตามศักยภาพตามบริบทของโรงเรียนอย่างมีความสุข


9  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการครูสมใจ มะลิงาม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2012, 07:51:19 AM
ชื่อชุด       รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยี (งานเกษตร)  ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 
ชื่อผู้ศึกษา    นางสมใจ   มะลิงาม
โรงเรียนบ้านดงยายเภา   อำเภอสตึก 
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์  เขต 4
ปีที่พิมพ์    2553

บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  1) เพื่อสร้างเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระ
การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร)   ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน
ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน  ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง   ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียนบ้านดงยายเภา  อำเภอสตึก  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่  1 
ปีการศึกษา 2553  จำนวน  31  คน  โดยใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ประกอบด้วย  1) เอกสารประกอบการเรียน ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
2) แผนการจัดการเรียนรู้  ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  แบบปรนัย ชนิด  3  ตัวเลือก  จากเอกสารประกอบการเรียน  จำนวน  8  ชุด  เป็นแบบทดสอบก่อนเรียน ชุดละ 5  ข้อ  และแบบทดสอบหลังเรียน ชุดละ 5 ข้อ  และ4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการเรียน ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test  แบบ  Dependent

ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า
1. เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร)
ชุด  การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.32/82.28   ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  โดยใช้เอกสารประกอบ
การเรียน ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.01
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน  ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  อยู่ในระดับมากที่สุด
10  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการว่าที่ ร.ต.หญิงระยับ ธุระทำ เมื่อ: ธันวาคม 02, 2011, 05:03:08 PM
ชื่องานศึกษาค้นคว้า  :  รายงานการพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง  ระบบจำนวนเต็ม       
                                      สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ชื่อผู้ศึกษาค้นคว้า   :     ว่าที่ ร.ต.หญิงระยับ    ธุระทำ
                โรงเรียนบ้านท่าม่วง  อำเภอสตึก  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
                                          บุรีรัมย์ เขต 4   
ปีการศึกษา : 2553

บทคัดย่อ

   การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้   มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม   
   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า    เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังเรียนใน
ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2553  โรงเรียนบ้านท่าม่วง   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์  เขต 4   จำนวน 19 คน  ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย   รูปแบบการทดลอง คือ  One Group Pretest Posttest Design   เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล  ประกอบด้วย ชุดฝึกทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม จำนวน 24  ชุด    แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบชุดฝึกทักษะ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .24 - .78  มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .25 - .81 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .90   สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่า  t

ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า
       1.   ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นจำนวน  24  ชุด  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  83.33/82.60
2.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

11  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ครูน้ำเชื่อม เจริญรัมย์ เมื่อ: สิงหาคม 27, 2011, 06:39:41 PM
ชื่อเรื่อง   รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา 
   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย   ชั้นประถมศึกษาปีที่  ๑
ชื่อผู้ศึกษา   นางน้ำเชื่อม   เจริญรัมย์
สถานที่ศึกษา   โรงเรียนบ้านสตึก  อำเภอสตึก   
   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต ๔
   สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน   กระทรวงศึกษาธิการ
ปีที่พิมพ์     ๒๕๕๓

บทคัดย่อ
   การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ   ๑) เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา  ชั้นประถมศึกษาปีที่  ๑ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐  ๒)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่ใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา  ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑   ๓)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑  ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและ  การเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  ได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑/๑  ภาคเรียนที่ ๑  ปีการศึกษา  ๒๕๕๓ โรงเรียนบ้านสตึก   จำนวน  ๒๗  คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  (purposive  sampling)   เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  ประกอบด้วย (1) แบบฝึกเสริมทักษะ จำนวน  ๗  ชุด  (2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะ จำนวน  ๒๓  แผน  และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ชนิดเลือกตอบ  ๓  ตัวเลือก   จำนวน  ๓๐  ข้อ  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย   ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่า t - test  แบบ  Dependent

ผลการศึกษา  พบว่า
๑.   แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา   ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ ๑  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  ๘๑.๙๕/๘๕.๒๐   ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  ๘๐/๘๐ (E1 / E2) ที่ตั้งไว้
๒.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑  ที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา   หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑   
๓.   นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑  มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา   โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 
12  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการครูมานพ ปราบไธสง เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 06:27:32 PM
ชื่อเรื่อง      การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่ 
เรื่อง  วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”  โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้
แบบร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นทีม (STAD)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้ศึกษาค้นคว้า   นายมานพ    ปราบไธสง
สถานศึกษา     โรงเรียนเทศบาล 2 “อิสาณธีรวิทยาคาร”   เทศบาลเมืองบุรีรัมย์   จังหวัดบุรีรัมย์
ปีที่พิมพ์     2552

บทคัดย่อ
[/b]

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมาย  1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมลูกเสือ-
เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่  เรื่อง  วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นทีม (STAD)  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2) เพื่อศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรม  เรื่อง วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”   โดยใช้กิจกรรมกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นทีม (STAD)   และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ต่อการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่  เรื่อง  วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”   โดยใช้กิจกรรมกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นทีม (STAD)   
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  ได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 
โรงเรียนเทศบาล 2  “ อิสาณธีรวิทยาคาร ”  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์   ภาคเรียนที่ 2 
ปีการศึกษา  2552  จำนวน  30  คน จาก  1  ห้องเรียน โดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง  (purposive  sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  มี  4  ชนิด  ได้แก่   แผนการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่  เรื่อง  วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”    จำนวน  12  แผน  แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนท้ายแผนการจัดกิจกรรม  ชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก  แผนละ  10  ข้อ    แบบประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนจัดกิจกรรม  เรื่อง วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”    ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating  Scale)  5  ระดับ  จำนวน  20  ข้อ   และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่   ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating  Scale)  5  ระดับ  จำนวน  20  ข้อ   สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า
1. แผนการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่  เรื่อง  วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”  โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นทีม (STAD)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.00/82.25  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80
2. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ที่เรียน  เรื่อง 
วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”   โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นทีม (STAD)  ก่อนเรียนโดยรวมอยู่ระดับปานกลาง  และรายด้าน  ได้แก่  ด้านตั้งใจปฏิบัติกิจกรรม  ด้านความร่วมมือกับหมู่คณะ  ด้านการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี  ด้านความกระตือรือร้นเข้าร่วมกิจกรรม  และด้านการทำงานด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง  อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน   ส่วนคุณลักษณะพึงประสงค์ของนักเรียนหลังเรียน  โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด  และรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่  เรื่อง  วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”    โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นทีม (STAD)  โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด












13  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ครูอำไพ โพธิ์ราม เมื่อ: มีนาคม 12, 2011, 10:50:32 PM
ชื่อเรื่อง         การจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  ตามแนวโปรแกรมมาทาล
ผู้ศึกษาค้นคว้า      นางอำไพ   โพธิ์ราม
สถานศึกษา      โรงเรียนบ้านหนองปุน   อำเภอสตึก   
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4
ปีที่พิมพ์      2553

บทคัดย่อ

   การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้   มีจุดมุ่งหมาย  1) เพื่อศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวโปรแกรมมาทาล
   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาค้นคว้า  ได้แก่  เด็กชั้นอนุบาลปีที่  2  โรงเรียนบ้านหนองปุน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4  ในภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2553  จำนวน  21  คน  โดยใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง   เครื่องมือที่ใช้ศึกษาค้นคว้า  คือ  แผนการจัดประสบการณ์ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตามแนวโปรแกรมมาทาล  และแบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์  คือ  ค่าเฉลี่ย  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และ  t – test  แบบ  Dependent  Sample
   ผลการวิจัย  พบว่า  เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวโปรแกรมมาทาล  มีการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  โดยรวม  และจำแนกรายด้าน  มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้น  และแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ   .05
   









14  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการครูบวร นันทะพันธ์ เมื่อ: มกราคม 25, 2011, 04:13:38 PM
ชื่อเรื่อง       การพัฒนาและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  โดยใช้
หนังสือภาพนิทานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประกอบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 
โรงเรียนบ้านกระสัง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4
ผู้รายงาน    นางบวร   นันทะพันธ์
ปีที่พิมพ์    2553

บทคัดย่อ

   การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมาย  1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพแผนการจัด
กิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดย
ใช้หนังสือภาพนิทานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประกอบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  ให้มีประสิทธิภาพ
ตามเกณฑ์ 80/80  2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนา
และปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  โดยใช้หนังสือภาพนิทานส่งเสริมคุณธรรม
จริยธรรมประกอบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  และ 3) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมด้านคุณธรรม
จริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์
   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาค้นคว้า  ได้แก่  เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านกระสัง  สำนักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4  ที่กำลังเรียนภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2552  จำนวน 31 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  โดยใช้หนังสือภาพนิทานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประกอบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และแบบประเมินพัฒนาการด้านคุณธรรมจริยธรรม จำนวน  15  ข้อ  มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่  0.30 ถึง 0.76  และค่าความเชื่อมั่น (rcc)  เท่ากับ  0.82  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้  t – test  (Dependent  Sampling)



ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า
      1.  แผนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม
ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2   โดยใช้หนังสือภาพนิทานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประกอบหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์  มีประสิทธิภาพ  84.18/82.15  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
      2.  ดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยใช้หนังสือภาพนิทานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประกอบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มีค่าเท่ากับ 0.7077 หมายความว่า
ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 70.77
      3.  เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  ที่เรียนโดยใช้แผนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  โดยใช้หนังสือภาพนิทานส่งเสริม
คุณธรรมจริยธรรมประกอบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มีพัฒนาการทางคุณธรรมจริยธรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
โดยสรุป  การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยใช้หนังสือภาพนิทานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประกอบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  เป็นการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ที่มีผลต่อการส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการด้านคุณธรรมจริยธรรม แสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมตามวัย และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามค่านิยม วัฒนธรรมประเพณีที่ดี สามารถนำไปประยุกต์ ใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพฤติกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรมในด้านอื่น ๆ ต่อไป


15  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการครูอรุณ อาณาเขต เมื่อ: มกราคม 08, 2011, 02:44:49 PM
ชื่อเรื่อง   การดำเนินการงานปกครองด้านการเสริมสร้างวินัยนักเรียน
   โรงเรียนเทศบาล 1 “บุรีราษฎร์ดรุณวิทยา”  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์
ชื่อผู้ศึกษา   อรุณ    อาณาเขต
ปีที่พิมพ์     2552

                                         บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1)  เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินการ
งานปกครองด้านการเสริมสร้างวินัยนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 1 “บุรีราษฎร์ดรุณวิทยา”  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์  และ 2)  เพื่อเสนอแนะและแนวทางการดำเนินการงานปกครองด้านการเสริมสร้างวินัยนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 1 “บุรีราษฎร์ดรุณวิทยา” เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  ได้แก่  คณะครูโรงเรียนเทศบาล  1 “บุรีราษฎร์ดรุณวิทยา”   เทศบาลเมืองบุรีรัมย์   จังหวัดบุรีรัมย์  จำนวน  32  คน   เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ได้แก่แบบสอบถามปลายเปิดที่ผู้รายงานสร้างขึ้น  นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์  และจัดเป็นหมวดหมู่แล้วสรุปเป็นความเรียง   

ผลการวิจัย  พบว่า
1.  สภาพการดำเนินการงานปกครองด้านการเสริมสร้างวินัยนักเรียนโรงเรียน
เทศบาล 1 “บุรีราษฎร์ดรุณวิทยา”  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์  ตามขอบเขตทั้ง  4  ด้าน  ได้แก่ 
      1.1  ด้านพฤติกรรมทั่วไป พบว่า  ครูส่วนใหญ่ใช้การยกย่อง ชมเชย ส่งเสริม
พฤติกรรมที่ดีของนักเรียน  มีการแนะนำอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับความประพฤติ  ใช้วิธีการลงโทษโดยการทำทัณฑ์บน  เชิญผู้ปกครองมาพบ  และทำกิจกรรมลบล้างความผิด  เมื่อนักเรียนทำผิดซ้ำ  และควรมีการกำกับติดตาม  ดูแล  และสังเกตพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง   
      1.2  ด้านระเบียบวินัย  พบว่า  การจัดทำกฎ  ระเบียบ  ข้อบังคับ   ควรจัดทำโดย
คณะกรรมการสถานศึกษาและฝ่ายปกครองที่จะเป็นผู้ควบคุมและลงโทษนักเรียนที่กระทำผิด
            1.3  ด้านการมาสายและขาดเรียน  พบว่า  ครูควรตักเตือนนักเรียนที่มีพฤติกรรมดังกล่าว  โดยขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง และมีการลงโทษเพื่อให้เลิกพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม


            1.4  ด้านการป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมผิดระเบียบวินัย   ครูควรดูแล  และตักเตือนนักเรียนเป็นประจำ  โดยมีการจัดประชุมชี้แจงให้นักเรียนและผู้ปกครองได้ทราบถึงกฎ  ระเบียบ  และบทลงโทษ   ส่วนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรสอดแทรกกิจกรรมส่งเสริมความมีระเบียบวินัยอยู่เสมอ  อย่างต่อเนื่อง  และสิ่งสำคัญครูควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี   
      2.  เสนอแนะแนวทางการดำเนินการงานปกครองนักเรียนของโรงเรียนเทศบาล 1 “บุรีราษฎร์ดรุณวิทยา”  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์  ตามขอบเขตทั้ง 4  ด้าน  ดังนี้
           2.1  ด้านพฤติกรรมทั่วไป
         ครูประจำชั้นและฝ่ายปกครองควรร่วมกันทำงานด้านปกครอง  ควร
ชมเชยให้รางวัลการกระตุ้นเสริมแรงจูงใจ  ควรอบรมสั่งสอนโดยการใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์    ควรขอความร่วมมือจากผู้ปกครองและทางบ้าน  ครูแนะแนวและครูประจำชั้นควรให้คำปรึกษา  ตลอดจนการสังเกต บันทึกพฤติกรรม และการแก้ไขปัญหา  ควรชี้แจงกฎ  ระเบียบให้นักเรียนและผู้ปกครองทราบ  ควรบูรณาการวิชาเกี่ยวกับความประพฤติแทรกในวิชาที่สอน  ครูควรเป็นแบบอย่างที่ดี  ควรเน้นกิจกรรมประชาธิปไตย  และควรจัดป้ายนิเทศ  ข้อมูลข่าวสารให้นักเรียนทราบ 
     2.2  ด้านระเบียบวินัย
ครูควรมีความรับผิดชอบเอาใจใส่นักเรียน  ควรให้นักเรียนทำงานเป็น
กลุ่มจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมวินัย  ควรใช้แรงจูงใจ การชมเชย การให้รางวัล  ควรมีการอบรมนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ  ควรวางกฎระเบียบไว้อย่างเคร่งครัด  ครูควรร่วมมือกัน  ควรทำโทษอย่างเข้มงวดจริงจัง  ครูควรร่วมมือกับผู้ปกครอง  ควรจัดทำสมุดตรวจวินัยรายบุคคล  และครูควรเป็นแบบอย่าง
ที่ดี 
     2.3  ด้านการมาสายและขาดเรียน
ควรมีการสอบถาม  การหาสาเหตุ  ควรมีการเช็คชื่อนักเรียนอย่าง
สม่ำเสมอ  ควรมีการเยี่ยมบ้านผู้ปกครอง  ควรลงโทษ  ควรชมเชยและมีการให้รางวัล  ควรมีการเก็บและตัดคะแนนความประพฤติ  ควรว่ากล่าวตักเตือนนักเรียน  และครูควรใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ 
     2.4  ด้านการป้องกันและแก้ไขการประพฤติผิดระเบียบวินัยของนักเรียน
ครูทุกคนให้ความร่วมมือ  การจัดประชุม  ควรพิจารณาโทษอย่าง
เหมาะสม  ครูสอดส่องดูแลอย่างจริงจัง  ควรเยี่ยมบ้านนักเรียน  การร่วมมือกับผู้ปกครอง  ควรมี
การอบรมอย่างสม่ำเสมอ  และต่อเนื่อง  ควรจัดตั้งคณะกรรมการนักเรียน  ควรส่งเสริมระเบียบวินัยในห้องเรียน  และครูมีสัมพันธภาพที่ดีกับนักเรียน 
หน้า: [1] 2


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!