ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ธันวาคม 29, 2014, 02:24:14 AM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ข่าว: สพท.พิษณุโลก เขต 3 ดำเนินการปรับปรุงระบบให้กลับมาบริการทุกท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิมแล้ว สมาชิกสามารถเข้าใช้งานได้ปกติ สำหรับผู้สมัครสมาชิกใหม่ จะต้องตอบคำถามเพิ่มเติมท้ายข้อมูลการลงทะเบียน /ผู้ดูแลบอร์ด 05-10-2553

  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2
1  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ครูบรพิษ วงษ์มั่น เมื่อ: ตุลาคม 23, 2014, 10:56:36 AM
ชื่อเรื่อง   การพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยกีฬาหมากรุกไทย
ผู้ศึกษา      นายบรพิษ  วงษ์มั่น
สถานที่ศึกษา   โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล  1)   
เทศบาลเมืองนางรอง   อำเภอนางรอง   จังหวัดบุรีรัมย์ 
ปีการศึกษา   2556
                                                บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยกีฬาหมากรุกไทย  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยกีฬาหมากรุกไทย  3) เพื่อศึกษาคะแนนเฉลี่ย
การเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยกีฬาหมากรุกไทย  และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองด้วยกีฬาหมากรุกไทย  กลุ่มเป้าหมาย
ที่ใช้ศึกษา ได้แก่  นักเรียนชุมนุมกีฬาหมากรุกไทยชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1) เทศบาลเมืองนางรอง  อำเภอนางรอง  จังหวัดบุรีรัมย์  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2556  จำนวน 35 คน ได้มาแบบเจาะจง (Purposive  Sampling) เครื่องมือที่ใช้ศึกษา ได้แก่   ชุดกิจกรรม   แผนการจัดการเรียนรู้  แบบวัดการยอมรับนับถือตนเอง และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
   
ผลการศึกษา พบว่า 
1.   ชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
ด้วยกีฬาหมากรุกไทย  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.09/89.26  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2.   ชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
ด้วยกีฬาหมากรุกไทย  มีค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ 0.964     
   3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมีคะแนนการยอมรับนับถือตนเองหลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียน  ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 18.26 และ 13.80  ตามลำดับ
   4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้าง
การยอมรับนับถือตนเองด้วยกีฬาหมากรุกไทย  อยู่ในระดับมากที่สุด   
2  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการครูบรพิษ วงษ์มั่น เมื่อ: กันยายน 26, 2014, 10:48:50 AM
ชื่อเรื่อง   การพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยกีฬาหมากรุกไทย
ผู้ศึกษา      นายบรพิษ  วงษ์มั่น
สถานที่ศึกษา   โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล  1)   
เทศบาลเมืองนางรอง   อำเภอนางรอง   จังหวัดบุรีรัมย์ 
ปีการศึกษา   2556
บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยกีฬาหมากรุกไทย  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยกีฬาหมากรุกไทย  3) เพื่อศึกษาการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยกีฬาหมากรุกไทยก่อนเรียนและหลังเรียน  และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเอง   กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ศึกษา ได้แก่  นักเรียนชุมนุมกีฬาหมากรุกไทยชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1) เทศบาลเมืองนางรอง  อำเภอนางรอง  จังหวัดบุรีรัมย์  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2556  จำนวน 35 คน ได้มาแบบเจาะจง (Purposive  Sampling) เครื่องมือที่ใช้ศึกษา ประกอบด้วย  ชุดกิจกรรม   แผนการจัดการเรียนรู้ 
แบบประเมินการยอมรับนับถือตนเอง และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน   สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน   
ผลการศึกษา พบว่า 
1.   ชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
ด้วยกีฬาหมากรุกไทย  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.40 / 90.83  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  80 / 80
2.   ชุดกิจกรรมเสริมสร้างการยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
ด้วยกีฬาหมากรุกไทย  มีค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ  0.824
   3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมีคะแนนการยอมรับนับถือตนเองหลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียน  ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  27.09 และเท่ากับ  23.00  ตามลำดับ
   4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้าง
การยอมรับนับถือตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยกีฬาหมากรุกไทย  อยู่ในระดับ
มากที่สุด   
3  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ครูขันเงิน วงษ์มั่น เมื่อ: กันยายน 15, 2014, 10:35:35 AM
ชื่อเรื่อง       การพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยกีฬาหมากฮอส 
ชื่อผู้ศึกษา    นางขันเงิน  วงษ์มั่น
สถานศึกษา   โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1) 
เทศบาลเมืองนางรอง  อำเภอนางรอง  จังหวัดบุรีรัมย์
ปีการศึกษา    2556
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยกีฬาหมากฮอส  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความฉลาดทางอารมณ์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยกีฬาหมากฮอส  3) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วย
ชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ เรื่อง กีฬาหมากฮอส และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ เรื่อง กีฬาหมากฮอส   กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ศึกษา  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1) เทศบาลเมืองนางรอง  อำเภอนางรอง  จังหวัดบุรีรัมย์  จำนวน 30 คน  ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ศึกษา  ประกอบด้วย  ชุดกิจกรรม  จำนวน 10  ชุด   แผนการจัดการเรียนรู้  จำนวน 12 แผน  แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน  จำนวน 10 ข้อ  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน - หลังเรียน จำนวน 30 ข้อ และแบบวัดความฉลาดทางอารมณ์  จำนวน  9  ข้อ   สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t - test (Independent  Sample) 






ผลการศึกษา  พบว่า
1. ชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
ด้วยกีฬาหมากฮอส  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  82.73/84.27  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ด้วยกีฬาหมากฮอส  มีค่าเฉลี่ยความฉลาดทางอารมณ์ก่อนเรียนและหลังเรียนเท่ากับ 5.77 และ 8.43  ตามลำดับ  ซึ่งค่าเฉลี่ยหลังเรียนเพิ่มสูงขึ้น 
3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยกีฬาหมากฮอส  มีความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในเกณฑ์ปกติ ดังนี้ 
- ด้านดี  นักเรียนสามารถควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง  รู้จักเห็นใจ
ผู้อื่น และมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
- ด้านเก่ง  นักเรียนสามารถรู้จักตนเอง มีแรงจูงใจ สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาและ
แสดงออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
- ด้านสุข  นักเรียนสามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุข
4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมเสริมสร้าง
ความฉลาดทางอารมณ์  อยู่ในระดับมากที่สุด

4  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ศน.ธนวรรณ ปัญญาอินทร์ เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2014, 04:27:07 PM
ชื่อเรื่อง          รายงานผลการใช้เอกสารการนิเทศทางไกลของโรงเรียนในสังกัด
เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์ 
ผู้ศึกษา         ธนวรรณ  ปัญญาอินทร์
หน่วยงาน      กองการศึกษา  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์ 
ปีที่พิมพ์       2556

บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย  1) เพื่อศึกษาผลการใช้เอกสารการนิเทศทางไกลพัฒนาความรู้ ความเข้าใจและความสามารถของผู้บริหารสถานศึกษา เกี่ยวกับการนิเทศภายในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้  การวัดและประเมินผลจากสภาพจริง และการวิจัย
ในชั้นเรียน  2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของคณะกรรมการนิเทศภายในโรงเรียน และครูผู้สอนเกี่ยวกับความพึงพอใจ และระดับการปฏิบัติ หลังการใช้เอกสารนิเทศทางไกล ด้านการนำมาใช้
เป็นสื่อในการนิเทศภายในโรงเรียน ด้านการบริหารโรงเรียน ด้านผลกระทบต่อครู และด้านผลกระทบต่อนักเรียน  3) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของคณะกรรมการนิเทศภายในโรงเรียน และครูผู้สอนเกี่ยวกับความพึงพอใจ และระดับการปฏิบัติ หลังการใช้เอกสารนิเทศทางไกล ในด้านการนำมาใช้เป็นสื่อในการนิเทศภายในโรงเรียน ด้านการบริหารโรงเรียน ด้านผลกระทบต่อครู และด้านผลกระทบต่อนักเรียน และ4) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอน หลังการใช้เอกสารนิเทศทางไกล มาเป็นสื่อในการนิเทศภายในโรงเรียน   
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 11  คน  2) คณะกรรมการนิเทศ
ภายในโรงเรียน จำนวน 45 คน ครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษา จำนวน 53 คน   และครูผู้สอนระดับชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 53 คน  โดยใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา   เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบทดสอบชนิด 4 ตัวเลือก  แบบสอบถาม และแบบสังเกตพฤติกรรมแบบมาตราส่วนประมาณค่า  สถิติที่ใช้ ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test 





ผลการศึกษา  พบว่า
   1. ผลการทดสอบก่อนและหลังการศึกษาเอกสารนิเทศทางไกลของผู้บริหารสถานศึกษา
พบว่า  คะแนนการสอบของผู้บริหารสถานศึกษาหลังการศึกษาเอกสารสูงกว่าคะแนนการสอบ
ก่อนการศึกษาเอกสาร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   2. ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของคณะกรรมการนิเทศภายในโรงเรียนและครูผู้สอนเกี่ยวกับความพึงพอใจ และระดับการปฏิบัติ ในด้านการนำมาใช้เป็นสื่อในการนิเทศภายในโรงเรียน ด้านการบริหารโรงเรียน ด้านผลกระทบต่อครู และด้านผลกระทบต่อนักเรียน
หลังการใช้เอกสารนิเทศทางไกล  โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 
   3. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของคณะกรรมการนิเทศภายในโรงเรียนและครูผู้สอน เกี่ยวกับความพึงพอใจ และระดับการปฏิบัติหลังการใช้เอกสารนิเทศทางไกลทั้งรายด้าน และโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
   4. พฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอน หลังการใช้เอกสาร
นิเทศทางไกล มาเป็นสื่อในการนิเทศภายในโรงเรียน  โดยรวมอยู่ในระดับมาก


 
5  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ครูไพบูลย์ เต็งบุษราคัม เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2013, 02:04:01 PM
ชื่อเรื่อง       รายงานการพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เวลา   สำหรับนักเรียน
            ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

ผู้ศึกษาค้นคว้า   นายไพบูลย์   เต็งบุษราคัม
      โรงเรียนเทศบาล 1 “ บุรีราษฎร์ดรุณวิทยา ”   เทศบาลเมืองบุรีรัมย์   จังหวัดบุรีรัมย์
       กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น   กระทรวงมหาดไทย   
ปีการศึกษา       2555

บทคัดย่อ

   การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้   มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ 
เรื่อง เวลา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและ
หลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เวลา  และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เวลา  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาค้นคว้า  คือ  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2555  โรงเรียนเทศบาล 1
“ บุรีราษฎร์ดรุณวิทยา ”   เทศบาลเมืองบุรีรัมย์   จังหวัดบุรีรัมย์   จำนวน  30  คน  ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม  (Cluster  Random  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ประกอบด้วย ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา  จำนวน  12  ชุด    แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน
ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล  คือ  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย( )  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  และการทดสอบค่าที (t - test  dependent  samples)
   ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า
       1.   ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เวลา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.19/87.33  สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
      2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เวลา  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เวลา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 
6  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ครูสมพิศ รัตนพล โรงเรียนบ้านท่าม่วง อำเภอสตึก สพป.บร.4 เมื่อ: กันยายน 10, 2012, 08:14:02 PM
ชื่อเรื่อง               รายงานผลการพัฒนาทักษะการคิด การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  โดยใช้ชุดกิจกรรม 
ผู้ศึกษาค้นคว้า     นางสาวสมพิศ   รัตนพล
สถานศึกษา     โรงเรียนบ้านท่าม่วง   อำเภอสตึก
                             สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4
ปีที่พิมพ์               2554

บทคัดย่อ
            ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์  1) เพื่อศึกษาผลของทักษะการคิด
การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยชุดกิจกรรม  2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิด การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2
ที่ได้รับการจัดประสบการณ์ก่อนและหลังทดลอง 
            กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  ได้แก่  เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  โรงเรียนบ้านท่าม่วง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4  ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2554  จำนวน 
15  คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ( Purposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า
ประกอบด้วย  แผนการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรม และแบบประเมินทักษะการคิด
การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบของเด็กชั้นอนุบาล 2  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
คือ  ค่าร้อยละ (%)  ค่าเฉลี่ย ( )  ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  และ t - test แบบ Dependent 

ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า 
1. เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรม  มีค่าเฉลี่ยคะแนนประเมินทักษะการคิด การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบ  หลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง  แสดงให้เห็นว่า  เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรม  มีทักษะการคิด การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบสูงขึ้น 
   2. เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรม  มีทักษะการคิด การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบ หลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
7  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ครูภัทรวดี มณีดำ โรงเรียนเทศบาล 3 เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เมื่อ: กันยายน 10, 2012, 08:09:22 PM
ชื่อเรื่อง        รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการ
   ทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  เรื่อง  การดำรงชีวิตของพืช 
   สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ผู้ศึกษา         นางภัทรวดี  มณีดำ
สถานศึกษา     โรงเรียนเทศบาล 3  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์
ปีที่ศึกษา      2554

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน
โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  โรงเรียนเทศบาล 3 สังกัดกองการศึกษา  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา  2554 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 8 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่า P ตั้งแต่ 0.49 - 0.82 ค่า r ตั้งแต่ 0.41 - 0.62 ขึ้นไป และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.96 4) แบบประเมินความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ   สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่า t - test




ผลการศึกษา  พบว่า
1. ผลการพัฒนาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มีค่าประสิทธิภาพรวมเฉลี่ยเท่ากับ 90.46/86.78 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช  สำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจโดยเฉลี่ยเท่ากับ 4.60  อยู่ในระดับมากที่สุด
8  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / ผลการประเมินโครงการความเป็นเลิศทางวิชาการโรงเรียนเทศบาล 2 "อิสาณธีรวิทยาคาร" เมื่อ: กันยายน 03, 2012, 07:37:31 PM
 
บทสรุปสำ
หรับผู้บริหาร [/font]

   การประเมินโครงการครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานตามโครงการ
ความเป็นเลิศทางวิชาการโรงเรียนเทศบาล 2 “อิสารธีรวิทยาคาร”  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์  ในปีการศึกษา 2553 โดยใช้รูปแบบซิปป์ (CIPP Model)  ประชากร ได้แก่  ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่รับผิดชอบโครงการ จำนวน 58 คน   เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบประเมิน แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 6 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 แบบประเมินสภาพแวดล้อม  ฉบับที่ 2  แบบประเมินด้านปัจจัย  ฉบับที่ 3  แบบประเมินด้านกระบวนการ  ฉบับที่ 4  แบบประเมินด้านผลผลิตเกี่ยวกับประสิทธิภาพ  ฉบับที่ 5 แบบประเมินด้านผลผลิตเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียน  และฉบับที่ 6 แบบประเมินด้านผลผลิตเกี่ยวกับคุณภาพของนักเรียน  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)และค่า t - test  แบบ  Dependent

ผลการประเมิน  สรุปได้ดังนี้
   1. ด้านบริบทหรือสภาวะแวดล้อม (Context) ผลการประเมินโครงการความเป็นเลิศทางวิชาการด้านบริบทหรือสภาวะแวดล้อม  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.50 และ
ผลการประเมินอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน  มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.62     
   2. ด้านปัจจัยพื้นฐาน (Input) ผลการประเมินโครงการความเป็นเลิศทางวิชาการด้านปัจจัย
พื้นฐาน  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.36  และผลการประเมินอยู่ในระดับ
ใกล้เคียงกัน มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.63 
   3. ด้านกระบวนการ (Process) ผลการประเมินโครงการความเป็นเลิศทางวิชาการ
ด้านกระบวนการ  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.62 และผลการประเมิน
อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน  มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.53 
   4. ด้านผลผลิต (Product) ผลการประเมินโครงการความเป็นเลิศทางวิชาการด้านผลผลิต เกี่ยวกับประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ก่อนและหลังดำเนินการ โดยรวมอยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.41  มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.11   
9  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_นายวิสิษฐ เรืองประโคน เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 09:23:38 PM
ชื่อเรื่อง       การพัฒนาการดำเนินงานวิชาการด้านการนิเทศและพัฒนาการเรียนการสอน
โรงเรียนเทศบาล 2 “อิสาณธีรวิทยาคาร”  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์
ผู้วิจัย       นายวิสิษฐ   เรืองประโคน
ปีที่วิจัย      ปีการศึกษา 2554

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการดำเนินงานวิชาการด้านการนิเทศและพัฒนา
การเรียนการสอนโรงเรียนเทศบาล 2 “อิสาณธีรวิทยาคาร”  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์
ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research Principle) ใช้กลยุทธ์ การประชุมปฏิบัติการ การฝึกอบรม และการดำเนินงานนิเทศภายใน ได้ดำเนินการโดยใช้กิจกรรม 3 กิจกรรม คือ 1) การประชุมปฏิบัติการ 2) การฝึกอบรม 3) การดำเนินงานนิเทศภายใน  กลุ่มผู้วิจัยได้แก่ ผู้วิจัย ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครูผู้ปฎิบัติหน้าที่ผู้นิเทศ และ ครูผู้รับการนิเทศ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบบันทึกการประชุม 2) แบบสัมภาษณ์ 3) แบบสังเกต 4) แบบประเมินผล มีการตรวจสอบข้อมูลโดยใช้เทคนิคการตรวจสอบแบบสามเส้า(Triangulation Technique) และเสนอผลการวิจัยโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์

ผลการวิจัย  พบว่า
   การวิจัยในวงรอบที่ 1 โดยใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการ  กิจกรรมฝึกอบรม  และกิจกรรม
การนิเทศภายใน  มีการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาการดำเนินงานวิชาการด้านการนิเทศและพัฒนา
การเรียนการสอนโรงเรียนเทศบาล 2 “อิสาณธีรวิทยาคาร”  จำนวน 3 กิจกรรม พบว่า คณะครูมี
ความพึงพอใจและได้รับความรู้เพิ่มมากขึ้น ทราบสภาพปัจจุบันของการดำเนินงานวิชาการด้านการนิเทศและพัฒนาการเรียนการสอน  พบจุดแข็ง จุดอ่อน และความต้องการของผู้ดำเนินการนิเทศและพัฒนาการเรียนการสอน  รวมทั้งได้ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติใหม่ ๆ ไปดำเนินการพัฒนาการนิเทศและพัฒนาการเรียนการสอนในวงรอบที่ 2 ขึ้น การพัฒนาวงรอบที่ 2 ผู้ร่วมวิจัยได้จัดกิจกรรมศึกษาดูงาน
และกิจกรรมศึกษาเอกสาร เป็นการกระตุ้นให้ครูมีการตื่นตัวในการแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง
อยู่เสมอเพื่อก้าวทันยุคสังคมแห่งการเรียนรู้ และนำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของตน
   โดยสรุป การพัฒนาการดำเนินงานวิชาการด้านการนิเทศและพัฒนาการเรียนการสอนโรงเรียนเทศบาล 2 “อิสาณธีรวิทยาคาร”  โดยใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการ การฝึกอบรม การนิเทศภายใน การศึกษาดูงาน และการศึกษาเอกสาร เมื่อครบ 2 วงรอบแล้ว ทำให้ครูผู้สอนปรับปรุงวิธีการจัดการเรียนการสอน  เห็นได้จากการที่ครูสามารถวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการจัดทำแผนการสอนสอดคล้องตามความต้องการของผู้เรียนและท้องถิ่น  การลดบทบาทของครู  การจัดกิจกรรมเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและเป็นไปตามกระบวนการนิเทศภายใน ส่งผลให้นักเรียนได้เรียนรู้เต็มตามศักยภาพตามบริบทของโรงเรียนอย่างมีความสุข


10  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการครูสมใจ มะลิงาม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2012, 07:51:19 AM
ชื่อชุด       รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยี (งานเกษตร)  ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 
ชื่อผู้ศึกษา    นางสมใจ   มะลิงาม
โรงเรียนบ้านดงยายเภา   อำเภอสตึก 
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์  เขต 4
ปีที่พิมพ์    2553

บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  1) เพื่อสร้างเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระ
การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร)   ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน
ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน  ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง   ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียนบ้านดงยายเภา  อำเภอสตึก  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่  1 
ปีการศึกษา 2553  จำนวน  31  คน  โดยใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ประกอบด้วย  1) เอกสารประกอบการเรียน ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
2) แผนการจัดการเรียนรู้  ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  แบบปรนัย ชนิด  3  ตัวเลือก  จากเอกสารประกอบการเรียน  จำนวน  8  ชุด  เป็นแบบทดสอบก่อนเรียน ชุดละ 5  ข้อ  และแบบทดสอบหลังเรียน ชุดละ 5 ข้อ  และ4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการเรียน ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test  แบบ  Dependent

ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า
1. เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร)
ชุด  การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.32/82.28   ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  โดยใช้เอกสารประกอบ
การเรียน ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.01
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน  ชุด การเพาะถั่วงอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  อยู่ในระดับมากที่สุด
11  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการว่าที่ ร.ต.หญิงระยับ ธุระทำ เมื่อ: ธันวาคม 02, 2011, 05:03:08 PM
ชื่องานศึกษาค้นคว้า  :  รายงานการพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง  ระบบจำนวนเต็ม       
                                      สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ชื่อผู้ศึกษาค้นคว้า   :     ว่าที่ ร.ต.หญิงระยับ    ธุระทำ
                โรงเรียนบ้านท่าม่วง  อำเภอสตึก  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
                                          บุรีรัมย์ เขต 4   
ปีการศึกษา : 2553

บทคัดย่อ

   การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้   มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม   
   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า    เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังเรียนใน
ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2553  โรงเรียนบ้านท่าม่วง   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์  เขต 4   จำนวน 19 คน  ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย   รูปแบบการทดลอง คือ  One Group Pretest Posttest Design   เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล  ประกอบด้วย ชุดฝึกทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม จำนวน 24  ชุด    แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบชุดฝึกทักษะ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .24 - .78  มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .25 - .81 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .90   สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่า  t

ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า
       1.   ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นจำนวน  24  ชุด  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  83.33/82.60
2.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01

12  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ครูน้ำเชื่อม เจริญรัมย์ เมื่อ: สิงหาคม 27, 2011, 06:39:41 PM
ชื่อเรื่อง   รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา 
   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย   ชั้นประถมศึกษาปีที่  ๑
ชื่อผู้ศึกษา   นางน้ำเชื่อม   เจริญรัมย์
สถานที่ศึกษา   โรงเรียนบ้านสตึก  อำเภอสตึก   
   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต ๔
   สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน   กระทรวงศึกษาธิการ
ปีที่พิมพ์     ๒๕๕๓

บทคัดย่อ
   การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ   ๑) เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา  ชั้นประถมศึกษาปีที่  ๑ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐  ๒)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่ใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา  ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑   ๓)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑  ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและ  การเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  ได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑/๑  ภาคเรียนที่ ๑  ปีการศึกษา  ๒๕๕๓ โรงเรียนบ้านสตึก   จำนวน  ๒๗  คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  (purposive  sampling)   เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  ประกอบด้วย (1) แบบฝึกเสริมทักษะ จำนวน  ๗  ชุด  (2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะ จำนวน  ๒๓  แผน  และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ชนิดเลือกตอบ  ๓  ตัวเลือก   จำนวน  ๓๐  ข้อ  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย   ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่า t - test  แบบ  Dependent

ผลการศึกษา  พบว่า
๑.   แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา   ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ ๑  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  ๘๑.๙๕/๘๕.๒๐   ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  ๘๐/๘๐ (E1 / E2) ที่ตั้งไว้
๒.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑  ที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา   หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑   
๓.   นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑  มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตราแม่ ก กา   โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 
13  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการครูมานพ ปราบไธสง เมื่อ: เมษายน 05, 2011, 06:27:32 PM
ชื่อเรื่อง      การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่ 
เรื่อง  วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”  โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้
แบบร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นทีม (STAD)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้ศึกษาค้นคว้า   นายมานพ    ปราบไธสง
สถานศึกษา     โรงเรียนเทศบาล 2 “อิสาณธีรวิทยาคาร”   เทศบาลเมืองบุรีรัมย์   จังหวัดบุรีรัมย์
ปีที่พิมพ์     2552

บทคัดย่อ
[/b]

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมาย  1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมลูกเสือ-
เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่  เรื่อง  วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นทีม (STAD)  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2) เพื่อศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรม  เรื่อง วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”   โดยใช้กิจกรรมกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นทีม (STAD)   และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ต่อการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่  เรื่อง  วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”   โดยใช้กิจกรรมกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นทีม (STAD)   
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  ได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 
โรงเรียนเทศบาล 2  “ อิสาณธีรวิทยาคาร ”  เทศบาลเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์   ภาคเรียนที่ 2 
ปีการศึกษา  2552  จำนวน  30  คน จาก  1  ห้องเรียน โดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง  (purposive  sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  มี  4  ชนิด  ได้แก่   แผนการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่  เรื่อง  วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”    จำนวน  12  แผน  แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนท้ายแผนการจัดกิจกรรม  ชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก  แผนละ  10  ข้อ    แบบประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนจัดกิจกรรม  เรื่อง วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”    ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating  Scale)  5  ระดับ  จำนวน  20  ข้อ   และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่   ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating  Scale)  5  ระดับ  จำนวน  20  ข้อ   สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า
1. แผนการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่  เรื่อง  วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”  โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นทีม (STAD)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.00/82.25  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80
2. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ที่เรียน  เรื่อง 
วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”   โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นทีม (STAD)  ก่อนเรียนโดยรวมอยู่ระดับปานกลาง  และรายด้าน  ได้แก่  ด้านตั้งใจปฏิบัติกิจกรรม  ด้านความร่วมมือกับหมู่คณะ  ด้านการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี  ด้านความกระตือรือร้นเข้าร่วมกิจกรรม  และด้านการทำงานด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง  อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน   ส่วนคุณลักษณะพึงประสงค์ของนักเรียนหลังเรียน  โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด  และรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่  เรื่อง  วิชาเครื่องหมายพิเศษ “การอนุรักษ์ธรรมชาติ”    โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นทีม (STAD)  โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด












14  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ครูอำไพ โพธิ์ราม เมื่อ: มีนาคม 12, 2011, 10:50:32 PM
ชื่อเรื่อง         การจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  ตามแนวโปรแกรมมาทาล
ผู้ศึกษาค้นคว้า      นางอำไพ   โพธิ์ราม
สถานศึกษา      โรงเรียนบ้านหนองปุน   อำเภอสตึก   
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4
ปีที่พิมพ์      2553

บทคัดย่อ

   การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้   มีจุดมุ่งหมาย  1) เพื่อศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวโปรแกรมมาทาล
   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาค้นคว้า  ได้แก่  เด็กชั้นอนุบาลปีที่  2  โรงเรียนบ้านหนองปุน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4  ในภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2553  จำนวน  21  คน  โดยใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง   เครื่องมือที่ใช้ศึกษาค้นคว้า  คือ  แผนการจัดประสบการณ์ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตามแนวโปรแกรมมาทาล  และแบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์  คือ  ค่าเฉลี่ย  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และ  t – test  แบบ  Dependent  Sample
   ผลการวิจัย  พบว่า  เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวโปรแกรมมาทาล  มีการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  โดยรวม  และจำแนกรายด้าน  มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้น  และแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ   .05
   









15  หมวดหมู่ทั่วไป / เผยแพร่ผลงานวิชาการ / เผยแพร่ผลงานทางวิชาการครูบวร นันทะพันธ์ เมื่อ: มกราคม 25, 2011, 04:13:38 PM
ชื่อเรื่อง       การพัฒนาและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  โดยใช้
หนังสือภาพนิทานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประกอบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 
โรงเรียนบ้านกระสัง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4
ผู้รายงาน    นางบวร   นันทะพันธ์
ปีที่พิมพ์    2553

บทคัดย่อ

   การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมาย  1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพแผนการจัด
กิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดย
ใช้หนังสือภาพนิทานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประกอบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  ให้มีประสิทธิภาพ
ตามเกณฑ์ 80/80  2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนา
และปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  โดยใช้หนังสือภาพนิทานส่งเสริมคุณธรรม
จริยธรรมประกอบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  และ 3) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมด้านคุณธรรม
จริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์
   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาค้นคว้า  ได้แก่  เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านกระสัง  สำนักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4  ที่กำลังเรียนภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2552  จำนวน 31 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  โดยใช้หนังสือภาพนิทานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประกอบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และแบบประเมินพัฒนาการด้านคุณธรรมจริยธรรม จำนวน  15  ข้อ  มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่  0.30 ถึง 0.76  และค่าความเชื่อมั่น (rcc)  เท่ากับ  0.82  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้  t – test  (Dependent  Sampling)



ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า
      1.  แผนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม
ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2   โดยใช้หนังสือภาพนิทานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประกอบหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์  มีประสิทธิภาพ  84.18/82.15  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
      2.  ดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยใช้หนังสือภาพนิทานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประกอบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มีค่าเท่ากับ 0.7077 หมายความว่า
ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 70.77
      3.  เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  ที่เรียนโดยใช้แผนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  โดยใช้หนังสือภาพนิทานส่งเสริม
คุณธรรมจริยธรรมประกอบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ มีพัฒนาการทางคุณธรรมจริยธรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
โดยสรุป  การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยใช้หนังสือภาพนิทานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมประกอบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  เป็นการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ที่มีผลต่อการส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการด้านคุณธรรมจริยธรรม แสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมตามวัย และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามค่านิยม วัฒนธรรมประเพณีที่ดี สามารถนำไปประยุกต์ ใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพฤติกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรมในด้านอื่น ๆ ต่อไป


หน้า: [1] 2


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!